20 พ.ค 2562

รู้จักระบบเบรกรถยนต์ เพื่อการใช้งานที่ถูกต้อง

สำหรับระบบเบรกรถยนต์นั้น ถือเป็นระบบที่สำคัญเป็นลำดับแรกๆของการขับขี่เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นระบบที่ช่วยให้การเดินทางในแต่ละครั้งปลอดภัยได้นั่นเอง

ในปัจจุบัน ถือได้ว่านวัตกรรมยานยนต์มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ไม่เว้นแม้แต่ระบบเบรกรถยนต์ที่มีหลายระบบมากขึ้น ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการหยุดรถในทุกสภาพ ทั้งการควบคุมเสถียรภาพแบบไดนามิค โดยมีการเพิ่มหน้าที่ในการทำงานให้มากขึ้น อาทิ ระบบควบคุมการยืดเกาะแบบไดนามิค DTC (Dynamic Traction Control) โดยระบบ DTC คือระบบ DSC อีกรูปแบบหนึ่ง ใช้สำหรับการขับออกตัวบนทางลื่น ระบบนี้จะเพิ่มแรงยืดเกาะสูงสุดให้กับรถ และได้ถูกรวมการทำงานเข้ากับระบบ DSC รุ่นใหม่ ที่จะช่วยเพิ่มสมรรถนะในการควบคุมรถ โดยประสานการทำงานทั้งเครื่องยนต์และระบบเบรกในระดับที่สูงขึ้น

ประสิทธิภาพของเบรกรถยนต์ส่งผลต่อการใช้งาน

ประสิทธิภาพของเบรกรถยนต์ส่งผลต่อการใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ในการใช้ระบบเบรกนั้น โดยหลักๆแล้ว จะมีอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ
1. ดรัมเบรก (Drum Brake)
เป็นระบบเบรกที่ใช้มาอย่างยาวนานสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งในปัจจุบันนี้ ได้ยกเลิกการใช้ดรัมเบรกสำหรับล้อหน้าของรถเก๋งและรถกระบะแล้ว เพราะจะใช้ดิสก์เบรก (Disc Brake) แทน และจะใช้ในส่วนของล้อหลังของรถกระบะหรือรถเก๋งในบางรุ่นเท่านั้น
ซึ่งข้อดีของดรัมเบรกก็คือ ความสามารถที่จะช่วยเพิ่มแรงจับประกบกับฝาครอบเบรกได้อย่างอัตโนมัติ ทำให้คนขับใช้แรงกดคันเหยียบเบรกไม่มากก็สามารถชะลอและหยุดรถได้โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งหรืออาศัยหม้อลมในการเบรก โดยหลักๆแล้ว ดรัมเบรกมีทั้งหมด 2 ชนิด คือ แบบก้ามปูนำ 2 ก้าม  ซึ่งเป็นแบบที่นิยมใช้กับล้อคู่หน้าของรถ เพราะล้อคู่หน้าจะเป็นล้อที่ต้องรับแรงมากในเวลาเบรกรถ และอีกชนิดคือ แบบก้ามปูนำและก้ามปูตาม ซึ่งส่วนมากจะใช้ในส่วนของล้อหลังมากกว่า เพราะระบบดรัมเบรกชนิดนี้จะมีประสิทธาพในการหยุดรถที่ดี ทั้งการเดินหน้าและถอยหลังที่เทียบเท่ากัน หรือที่เรียกกันว่า “ฝักนำกับฝักตาม” 

การทำงานของดรัมเบรกรถยนต์

การทำงานของดรัมเบรกรถยนต์

2. ดิสก์เบรก (Disc Brake)
เป็นระบบเบรกที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะรถเก๋งหรือรถกระบะรุ่นใหม่ๆ ซึ่งการทำงานนั้น เมื่อเหยียบเบรกแล้วแม่ปั๊มดันผ้าเบรกไปหนีบกับจานเบรกที่มีล้อรถติดอยู่ ล้อรถก็จะชะลอความเร็วในการหมุนหรือหยุดลงได้ รถส่วนมากจึงนิยมใช้ดิสก์เบรกกับล้อหน้า แต่ถ้าหากเป็นรถที่มีสมรรถนะสูงก็จะใช้ดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
โดยข้อดีของดิสก์เบรกก็คือลดโอกาสที่เบรกจะเกิดอาการเฟด ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการหยุดรถลดลง ที่สำคัญคือประสิทธิภาพในการเบรกตอนรถเดินหน้าค่อนข้างดีกว่าดรัมเบรก ซึ่งข้อเสียคือหากรถแล่นถอยหลังจะหยุดได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ทั่วไปแล้ว ดิสก์เบรกจะมีทั้งหมด 3 รูปแบบด้วยกัน คือ ดิสก์เบรกแบบก้ามปูยึดอยู่กับที่ (Fixed-Position Disc Brake) โดยเมื่อต้องการเบรกตัวคาลิเปอร์เบรกเป็นเพียงที่ยืดของลูกปั๊มเท่านั้น จะไม่เคลื่อนที่ขณะเบรกทำงาน แบบที่สองคือ ดิสก์เบรกแบบก้ามปูแกว่งได้ (Swinging-Caliper Disc Brake) โดยการทำงานนั้น จะเริ่มที่มีลูกปั๊ม 1 ตัว คอยดันผ้าเบรกแผ่นหนึ่ง ส่วนผ้าเบรกอีกแผ่นจะติดอยู่กับตัวคาลิเปอร์เบรกเอง ซึ่งตัวคาลิเปอร์เบรกนี้สามารถเคลื่อนไปมาได้ ทำให้สามารถหยุดรถได้นั่นเอง และแบบสุดท้ายคือ ดิสก์เบรกแบบเคลื่อนที่ไปมาได้ (Sliding-Caliper Disc Brake) จะทำงานคล้ายกับดิสก์เบรกแบบแกว่ง แต่จะมีลูกปั๊ม 2 ตัว ซึ่งตัวแรกเป็นตัวดันผ้าเบรกโดยตรง ส่วนอีกตัวจะดันคาลิเปอร์เบรกซึ่งมีผ้าเบรกติดอยู่ด้วย ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับลูกปั๊มตัวแรก แผ่นผ้าเบรกทั้งสองก็จะประกบจานเบรกทั้งสองด้านพร้อมกัน

การทำงานของดิสก์เบรกรถยนต์

การทำงานของดิสก์เบรกรถยนต์

สรุป
นับได้ว่าเทคโนโลยีและการพัฒนายานยนต์นั้นมีอย่างต่อเนื่องเลยก็ว่าได้ ไม่เว้นแม้แต่ระบบภายในอย่างระบบเบรกรถยนต์เพราะถือเป็นระบบที่ควบคุมความปลอดภัยต่อการเดินทางที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ในระบบเบรกไม่วาจะเป็นระบบดิสก์เบรกหรือแม้แต่ดรัมเบรกก็ตาม ย่อมมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไปตามการใช้งานของแต่ละบุคคล 

อ่านเพิ่มเติม 

>> จะซื้อรถมือสองต้องอ่าน ถ้าไม่อยากซื้อมาซ่อม

>> หายสงสัยสักทีกับเหตุผลที่ว่า ทำไมต้องต่อประกันภัยชั้น 1

ต้องการซื้อรถมือสองสภาพดี เชิญเข้าดูที่ช่องทางตลาดรถ Unseencar.com

ร่วมแสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่ปรากฏบนเว็บไซต์

ดูมากที่สุด

ประสบการณ์ใช้รถและขับรถ

กฏหมายและประกัน