3 ก.ย 2562

สารพันปัญหาเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ กับคำตอบชิค ๆ จาก Unseencar

หากคุณกำลังลังเล และมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์อย่าพึ่งกังวลไป เพราะเราได้เตรียมคำตอบมาให้คุณแล้วในบทความนี้ กับคำถามเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ที่ควรรู้ จะมีอะไรบ้างนั้น มาหาคำตอบไปพร้อมเราได้เลย

เชื่อว่าหนึ่งในสารพันปัญหาของคนใช้รถใช้ถนนที่ดูจะเป็นปัญหาระดับชาติ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์เป็นแน่แท้ และกว่าจะได้ประกันที่ถูกใจก็ทำเอาเหงื่อตกไม่ใช่น้อย แถมบางทีก็มีคำถามในหัวมากมายที่อยากถามประกัน แต่ก็ไม่ได้ถามเสียที หรือบางทีก็ลืมไปว่าจะถามอะไรจนจ่ายเงินซื้อประกันไปแล้วก็มี ซึ่งเราจะมารวบรวมสารพันปัญหาและคำถามของคนใช้รถ พร้อมคำตอบแบบเคลียร์ ๆ ในบทความเดียวให้จบ

ไขปัญหาเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ฉบับเข้าใจง่าย

ไขปัญหาเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ฉบับเข้าใจง่าย

เลือกประกันภัยรถยนต์ชั้นไหนดี? 

เริ่มต้นด้วยคำถามสุดฮิตที่ดูท่าว่าตอบเท่าไหร่ก็อาจจะไม่เคลียร์เสียที เบื้องต้น ก่อนที่คุณจะเลือกว่าควรเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ชั้นไหนดี ต้องรู้ก่อนว่ารถที่คุณใช้เป็นรถใหม่ป้ายแดงอยู่หรือใช้งานมานานแค่ไหน ที่สำคัญต้องดูก่อนว่าความจำเป็นของคุณนั้นมากน้อยแค่ไหน เพราะประกันภัยแต่ละชั้นก็จะมีการคุ้มครองที่แตกต่างกันออกไป เช่น ในประกันภัยชั้น 1 ก็จะคุ้มครองเหตุการณ์ไม่คาดฝันหลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่อุบัติเหตุไปจนถึงการโจรกรรม ไฟไหม้ น้ำท่วม ฯลฯ ในขณะที่ประกันภัยชั้น 2+ ก็จะลดการคุ้มครองบางอย่างลงมาจากประกันภัยชั้น 1 ขึ้นอยู่กับกรมธรรม์ของบริษัทประกันภัยนั้น ๆ 

ทั้งนี้ อย่าลืมว่าประกันภัยชั้น 1 ก็ไม่ใช่ว่ารถทุกคันจะซื้อได้ เพราะก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของอายุการใช้งานรถด้วยเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่าง บางบริษัทก็จะกำหนดอายุการใช้งานรถที่จะซื้อประกันภัยชั้น 1 ไม่เกิน 7 ปี บางบริษัทก็อาจจะขยับออกไปเป็น 10 ปี เป็นต้น 

การเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ด้วยความสมัครใจ

การเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ด้วยความสมัครใจ

ประกันภัยแต่ละชั้นคุ้มครองอย่างไรบ้าง? 

สำหรับการคุ้มครองของประกันภัยแต่ละชั้นนั้น เรียกว่าค่อนข้างแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ขึ้นอยู่กับเบี้ยประกันที่จ่ายและทุนเอาประกันภัยที่ระบุในกรมธรรม์สำหรับกรณีต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งเราจะสรุปความคุ้มครองของประกันภัยแต่ละชั้นให้เข้าใจง่าย ๆ ดังตารางต่อไปนี้ 

การคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภท

การคุ้มครองของประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภท

เบี้ยประกันต้องจ่ายเท่าไหร่บ้าง?

แน่นอนว่า การจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภทนั้น ต่อให้เป็นประกันภัยประเภทเดียวกัน ก็ย่อมมีค่าเบี้ยที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าทางประกันภัยรถยนต์จะประเมินจากอะไรบ้าง โดยหลักๆ แล้ว จะพิจารณาจากความเสี่ยงของผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าจะเป็น รุ่นรถที่ใช้ เครื่องยนต์ของตัวรถ รุ่นปีที่ผลิต ปีที่จดทะเบียนรถ อายุของผู้ขับขี่ ประสบการณ์ในการขับขี่ ลักษณะการใช้งานรถโดยส่วนมาก ประวัติอาชญากรรม ประวัติการเคลมรถ ค่า พ.ร.บ. รถยนต์ ที่ทางบริษัทประกันภัยจะดำเนินการต่อให้ ฯลฯ ซึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ ทางบริษัทประกันภัยรถยนต์ก็จะนำมาคำนวณจนออกมาเป็นตัวเลขที่คุณต้องชำระในปีนั้น ๆ 

ยกตัวอย่าง นาย A และ นาย B ขับรถ Honda Accord รุ่นปี 2017 เหมือนกัน แต่นาย A มีประวัติการเคลมรถมาทั้งหมด 3 ครั้ง จากอุบัติเหตุเฉี่ยวชนเล็กน้อย ในขณะที่นาย B ไม่เคยมีประวัติการเคลมรถเลย เมื่อประกันภัยรถยนต์ของทั้งสองคนหมดในเวลาพร้อม ๆ กัน และต้องการต่อประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 จะสังเกตได้ว่า ค่าเบี้ยประกันของนาย B จะน้อยกว่าของนาย A ทั้งนี้ ก็เป็นผลมาจากการคำนวณค่าเบี้ยประกันจากปัจจัยต่าง ๆ ของบริษัทประกันภัยรถยนต์นั่นเอง เรียกว่า ยิ่งมีความเสี่ยงน้อยลงไหร่ก็ยิ่งทำให้ค่าเบี้ยประกันน้อยลงตามไปด้วย 

อ่านเพิ่มเติม 

>> รวม 5 คำถาม ที่คุณควรถามประกันก่อนจะซื้อประกันภัยรถยนต์
>> คลายปมปัญหาใหญ่ ก่อนตัดสินใจซื้อประกันภัยรถยนต์ให้ถูกใจ

การจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่คำนวณจากองค์ประกอบต่าง ๆ

การจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่คำนวณจากองค์ประกอบต่าง ๆ

ประกันภัยรถยนต์กับ พ.ร.บ. ต่างกันมากแค่ไหน? 

สำหรับความแตกต่างระหว่างประกันภัยรถยนต์กับ พ.ร.บ. รถยนต์ เรียกว่า ต่อให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการคุ้มครอง ด้านรถยนต์เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ซึ่ง พ.ร.บ. รถยนต์นั้น ถือเป็นการทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับตามกฎหมาย ซึ่งรถยนต์ทุกประเภทจะต้องทำ พ.ร.บ. ทุกคัน หากไม่ต่อ พ.ร.บ. หรือขาดชำระ ก็มีโทษตามกฎหมายและต้องจ่ายค่าปรับตามที่กฎหมายจราจรทางบกกำหนด 

ในขณะที่ประกันภัยรถยนต์นั้น เรียกว่าเป็นประกันภัยที่เกิดขึ้นตามความสมัครใจ พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นประกันภัยที่เจ้าของรถแต่ละคันตัดสินใจทำประกันภัยรถยนต์ของตนเองด้วยความสมัครใจ เพื่อคุ้มครองความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น เพิ่มเติมจาก พ.ร.บ. รถยนต์ ที่ต้องทำตามกฎหมายเป็นทุนเดิม โดยเจ้าของรถหรือผู้เอาประกันภัยจะเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์จากบริษัทใดก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของตนเองเป็นหลัก   

การทำประกันภัยรถยนต์กับ พ.ร.บ. รถยนต์

การทำประกันภัยรถยนต์กับ พ.ร.บ. รถยนต์

ค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร? 

สำหรับค่าเสียหายส่วนแรก (Deductibles) เป็นเงินค่าเสียหายที่ระบุในกรมธรรม์ว่าให้ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายในส่วนแรกในกรณีที่เป็นผู้ทำให้เกิดอุบัติเหตุ โดยค่าเสียหายส่วนแรกนี้ ส่วนมากแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 – 5,000 บาท ขึ้นอยู่กับว่าในกรมธรรม์จะระบุเอาไว้เป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ แต่ในการซื้อประกันภัยรถยนต์นั้น ผู้ซื้อจะเลือกให้มีหรือไม่ก็ได้ ซึ่งหากในกรมธรรม์ได้ระบุว่าให้มีค่าเสียหายส่วนแรกเอาไว้ด้วย ก็จะทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ทั้งหมดที่ต้องจ่ายลดลงตามไปด้วยนั่นเอง 

โดยค่าเสียหายส่วนแรกนั้น สมมติว่าในกรมธรรม์ระบุจำนวนเงินเอาไว้สูงสุดที่ 3,000 บาท แล้ววันหนึ่งเกิดคุณขับไปเฉี่ยวชนคนอื่นเข้า แล้วมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเป็นเงินจำนวน 4,500 บาท แสดงว่า คุณจะต้องจ่ายค่าเสียหายเองเป็นเงินจำนวนทั้งหมด 3,000 บาท ในขณะที่อีก 1,500 บาท ทางบริษัทประกันจะเป็นผู้ชดเชยให้นั่นเอง  แต่หากค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3,000 บาท ก็แสดงว่าคุณจะต้องจ่ายเองโดยที่จะไม่ได้รับค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัย เป็นต้น 

การรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกของผู้เอาประกันภัยรถยนต์

การรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกของผู้เอาประกันภัยรถยนต์

อายุรถมีผลกับการเลือกประกันภัยอย่างไร? 

อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ในการเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์โดยเฉพาะประกันภัยชั้น 1 นั้น มีข้อจำกัดคืออายุของรถที่ซื้อประกันภัยเอาไว้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทประกันภัยจะกำหนดเอาไว้ที่กี่ปี เช่น บริษัทประกันภัย A กำหนดอายุรถที่สามารถเอาประกันภัยชั้น 1 ได้ต้องไม่เกิน 10 ปี ก็เท่ากับว่ารถที่มีอายุการใช้งาน(นับตั้งแต่วันจดทะเบียนและออกจากศูนย์) น้อยกว่า 10 ปี ถึงจะซื้อประกันภัยชั้น 1 ของบริษัท A ได้ เป็นต้น 

เพราะฉะนั้น หากใครที่คิดจะซื้อขายรถมือสอง ก็ต้องดูด้วยว่ารถที่จะซื้อเป็นรุ่นปีอะไรเพราะมีผลกับการเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์โดยตรง ที่สำคัญคือคุณต้องการเอาประกันภัยรถยนต์ชั้นไหน เพราะถ้าเลือกซื้อรุ่นที่เก่ากว่าปี 2010 ลงไป ก็อาจจะหมดสิทธิ์ในการเลือกซื้อประกันภัยชั้น 1 ด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก็สามารถไปเลือกซื้อประกันภัยชั้นอื่นที่มีความคุ้มครองน้อยลงไปได้ เช่น ประกันภัยชั้น 2+ หรือ 3+ เป็นต้น 

การเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์โดยวิเคราะห์จากความเสี่ยงของตนเอง

การเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์โดยวิเคราะห์จากความเสี่ยงของตนเอง

ซ่อมห้างกับซ่อมอู่ต่างกันอย่างไร? 

สำหรับการซ่อมห้างและซ่อมอู่ที่ระบุในกรมธรรม์นั้น ถือว่าสำคัญเป็นอย่างมากกับการเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ เพราะมีผลต่อการส่งเคลมกับทางบริษัทประกันภัยโดยตรง 

โดยการซ่อมห้าง เป็นการนำรถยนต์เข้าไปซ่อมกับศูนย์บริการของรถยนต์ยี่ห้อนั้น ๆ ในขณะที่การซ่อมอู่ คือ การนำรถเข้าไปซ่อมบำรุงตามอู่ทั่วไป ซึ่งการซ่อมอู่จะมีข้อดีกว่าการซ่อมห้างตรงที่มีให้เลือกใช้บริการหลายแห่ง ขึ้นอยู่กับว่าทางบริษัทประกันภัยกำหนดอู่ที่อยู่ในเครือมากน้อยแค่ไหน ในขณะที่หากนำไปซ่อมอู่นอกเครือ ก็อาจจะต้องรอเวลาในการเบิกกับบริษัทประกันภัย เพราะต้องสำรองจ่ายก่อนเนื่องจากเป็นอู่นอกเครือของบริษัทประกันภัยนั่นเอง

ความแตกต่างของการซ่อมห้างกับซ่อมอู่ของรถยนต์

ความแตกต่างของการซ่อมห้างกับซ่อมอู่ของรถยนต์

เป็นอย่างไรบ้าง กับคำถามและคำตอบแบบเคลียร์ ๆ เกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ที่หลายคนสงสัย เรียกว่าชัดเจนจบในบทความเดียวเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะใช้รถใหม่ป้ายแดงหรือซื้อรถมือสองมาใช้ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ก็อย่าลืมศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้ละเอียดโดยเฉพาะการคุ้มครองและการบริการของบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่จะต้องคุ้มค่ากับเงินที่คุณจ่ายไป และหากอยากทราบข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ก็อย่าลืมสอบถามข้อมูลกับตัวแทนบริษัทประกันภัยให้ละเอียดเสียก่อน เพื่อไม่ให้คุณเสียสิทธิ์ในภายหลังนั่นเอง 

อ่านเพิ่มเติม 

>> แนะนำรถเก๋งทรงซีดานมือสองยอดนิยม ด้วยงบห้าแสน อัปเดตใหม่เดือน ก.ค. 62
>> อยากขาย Honda Civic มือสองไม่ใช่ปัญหา แค่เช็กราคาล่าสุดก่อนตั้งราคาขายจริงก็พอ

ตลาดรถออนไลน์ Unseencar.com ขอฝากความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ไว้เพียงเท่านี้เเละคราวหน้าเรื่องอะไรติดตามไปพร้อมกันเลยนะคะ

ร่วมแสดงความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่ปรากฏบนเว็บไซต์

ดูมากที่สุด

ประสบการณ์ใช้รถและขับรถ

กฏหมายและประกัน